จอภาพแบบ Fixed Pixel ยกตัวอย่างเช่น
จอภาพแบบ Plasma, LCD เป็นต้นนั้น
จะมีการแสดงรายละเอียดภาพเป็น Pixel
ในระนาบแนวนอน และระนาบแนวตั้ง (แนวดิ่ง)
โดยจะแสดงรายละเอียดภาพที่เป็นค่าคงที่เสมอ
ไม่ว่าสัญญาณที่เข้ามาจะมีรายละเอียดเป็นเท่าใดก็ตาม
จอภาพดังกล่าว จะมีการแสดงผลในรูปแบบที่แตกต่างจาก
การแสดงผลของจอภาพแบบ CRT
(Cathode Ray Tube)
อันเป็นจอภาพแบบที่เราคุ้นเคยกันมานาน
ซึ่งจะแสดงรายละเอียดภาพตามความละเอียด
ของสัญญาณที่ส่งเข้ามาครับ
ยกตัวอย่าง เช่น จอภาพแบบ Plasma, LCD
ที่มีความละเอียดเท่ากับ 1,366 x 768 Pixels
หมายถึง จอภาพนั้นมีการแสดงผลทางหน้าจอ ดังนี้
รายละเอียดภาพในแนวนอน 1,366 Pixels
รายละเอียดภาพในแนวตั้ง 768 Pixels
สำหรับจอภาพแบบ Plasma, LCD
ที่เป็นแบบ Full HD (1,920 x 1,080 Pixels)
ก็จะมีการแสดงผลทางหน้าจอโดยมีรายละเอียด ดังนี้
รายละเอียดภาพในแนวนอน 1,920 Pixels
รายละเอียดภาพในแนวตั้ง 1,080 Pixels
เรื่องความละเอียดของจอภาพแบบ Fixed Pixel
ยังมีคำบางคำที่ควรเข้าใจให้ถูกต้อง ดังนี้
Native Resolution
หมายถึง รายละเอียดภาพจริงที่จอภาพนั้นสามารถแสดงออกมาทางหน้าจอ
Maximum Resolution
หมายถึง รายละเอียดภาพสูงสุดที่จอภาพนั้นสามารถรองรับได้
(แต่จะแสดงรายละเอียดภาพจริงได้เท่ากับรายละเอียด
ที่จอภาพนั้นสามารถแสดงออกมาทางหน้าจอเท่านั้น)
หรือ สามารถพูดได้ว่า จอภาพแบบ Fixed Pixel
จะสามารถแสดงรายละเอียดภาพได้เท่ากับ
จำนวน Native Resolution เท่านั้น
ยกตัวอย่าง เช่น จอภาพ Plasma ยี่ห้อ Panasonic 42PV70MT
ซึ่งกล่าวมานั้น มี Native Resolution เท่ากับ 1024 x 768 Pixels
แต่สามารถรองรับสัญญาณภาพแบบ 1080p ได้
(Maximum Resolution = 1,920 x 1,080 Pixels)
หมายความว่า จอภาพนี้สามารถรองรับสัญญาณภาพได้สูงสุด
เท่ากับจำนวน1,920 x 1,080 Pixels
เมื่อนำสัญญาณภาพรายละเอียดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบ
480i, 480p, 720p, 1080i, 1080p
หรือ สัญญาณภาพรายละเอียดอื่นใด ที่จอภาพรองรับได้
ป้อนเข้าไปในจอภาพ ซึ่งมีรายละเอียด
เท่ากับ 1024 x 768 Pixels
(Native Resolution = 1,024 x 768 Pixels)
จอภาพ Plasma ยี่ห้อ Panasonic 42PV70MT
จะแปลงสัญญาณที่เข้ามา (ทุกแบบ)ให้เป็นสัญญาณภาพที่มี
รายละเอียดในแนวนอน 1,024 Pixels
รายละเอียดในแนวตั้ง 768 Pixels เสมอครับ
(จอภาพมี Scaler อยู่ภายใน ซึ่งจะแปลงสัญญาณที่ส่งเข้ามา
ให้เท่ากับรายละเอียดของ Native Resolution)
หากรับสัญญาณที่มีค่ามากกว่าค่า Native Resolution เช่น
1920 x 1080 Pixels วงจร Scaler จะแปลงสัญญาณนั้น
ให้มีรายละเอียดที่ตรงกับค่า Native Resolution
โดยการแปลงสัญญาณลดลงเป็น 1024 x 768 Pixels
หากรับสัญญาณที่มีค่าน้อยกว่าค่า Native Resolution เช่น
852 x 480 Pixels วงจร Scaler จะแปลงสัญญาณนั้น
ให้มีรายละเอียดที่ตรงกับค่า Native Resolution
โดยการแปลงสัญญาณเพิ่มขึ้นเป็น 1024 x 768 Pixels
ในส่วนคำถามที่ได้คุณสอบถามมานั้น
*** Plasma ที่บอกว่า ความละเอียด 1024*768 นี่มันเทียบเท่ากับ
1920*1080 ของ LCD ซึ่ง แสดง 1080p ได้ใช่รึป่าวครับ ***
รายละเอียดไม่เทียบเท่ากันครับ
รายละเอียดของจอภาพ Plasma 1024 x 768 Pixels
ยังคงมีรายละเอียดเท่ากับ 1024 x 768 Pixels ตามที่ระบุไว้ครับ
ไม่เทียบเท่ารายละเอียด 1,920 x 1,080 Pixels ของจอภาพแบบ LCD
แต่ว่าจอภาพแบบใดจะมีความคมชัดมากกว่ากันนั้น
ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแหล่งโปรแกรมและจอภาพนั้นๆ ครับ
*** (Pana 42PV70MT นี่มันแสดงภาพ 1080p ได้เหรอครับ) ***
จอภาพ Plasma ยี่ห้อ Panasonic 42PV70MT
ไม่สามารถแสดงภาพรายละเอียด 1080p ได้ครับ
เพียงแต่สามารถรับสัญญาณภาพที่มีรายละเอียด 1080p ได้
แต่จะแสดงผลออกมาทางหน้าจอเท่ากับ 1024 x 768 Pixels เท่านั้น
ตามค่าของรายละเอียดที่เป็น Native Resolution ครับ
*** ถ้า นำหนัง 1080p ไปฉายที่ จอ LCD/Plasma ความละเอียด
1366*768 ภาพมันจะเป็นยังไงเหรอครับ มันจะแตกๆ หรือป่าว ***
ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนครับ เพราะว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Scaler
ที่อยู่ในจอภาพนั้นๆ ครับ แต่โดยทั่วไปการลดระดับจากสัญญาณรายละเอียดภาพสูง
1,920 x 1,080 Pixels มาเป็น 1366 x 768 Pixels
น่าจะไม่ทำให้ภาพแตกเหมือนกับการแปลงสัญญาณจาก
รายละเอียดภาพต่ำไปเป็นสัญญาณรายละเอียดภาพที่สูงกว่าครับ
(เหมือนกับการนำรูปภาพขนาดใหญ่มาย่อให้เล็กลงครับ)
*** กลับกัน ถ้านำ หนังจาก DVD ฉายเข้า จอ LCD/Plasma
1366*768 หรือ 1920*1080 ภาพมันจะเบลอๆ หรือป่าวครับ ***
ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนครับ เพราะว่าขึ้นอยู่กับคุณภาพของ Scaler
ที่อยู่ในจอภาพนั้นๆ ครับ แต่โดยทั่วไปการขยายระดับจากสัญญาณ DVD
ซึ่งรายละเอียดการบันทึกสัญญาณภาพต่ำเพียง 480i, 576i มาเป็น
1366 x 768 Pixels หรือ 1,920 x 1,080 Pixels
ย่อมเป็นไปได้ที่ภาพจะแตกครับ
(เหมือนกับการนำรูปภาพขนาดเล็กไปขยายให้ใหญ่มากเกินไปครับ)
*** ไปดู Power Buy งง กับศัพท์เขา มีทั้ง HD Ready ,
HD , Full HD งงๆ ว่ามันต่างกันอย่างไร ***
คำศัพท์ต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น มีความเกี่ยวพันกับจอภาพ
โดยเป็นคำที่จะอธิบายถึงคุณสมบัติการแสดงภาพของจอภาพนั้นๆ ครับ
HD (High Definition) Signal
หมายถึง สัญญาณภาพที่มีรายละเอียดความคมชัดสูง โดยจะหมายถึง
สัญญาณภาพที่มีรายละเอียดสูง 720p (1280x720 Pixels)
ขึ้นไปจนถึง1080p (1,920 x 1,080 Pixels)
ส่วนคำว่า Full HD จะหมายถึงสัญญาณภาพที่มีรายละเอียด 1080p
ซึ่งมีจำนวน Pixel เท่ากับ 1,920 x 1,080 Pixels
แต่จะเป็นการสแกนในระบบ Progressive Scan
HD TV Ready (High Definition Television Ready)
หมายถึง จอภาพที่สามารถรับสัญญาณภาพที่มีรายละเอียดสูง
แบบสัญญาณภาพ HD 720p ขึ้นไปจนถึง1080i ได้
(ไม่มี Tuner แบบ HD แต่สามารถรับสัญญาณแบบ HDได้)
HD TV Ready 1080p
หมายถึง จอภาพที่สามารถรับสัญญาณภาพที่มีรายละเอียดสูง
แบบสัญญาณภาพ HD 720p ขึ้นไปจนถึง1080p ได้
(ไม่มี Tuner แบบ HD แต่สามารถรับสัญญาณแบบ HD 1080p ได้)
HD TV (High Definition Television)
หมายถึง จอภาพที่มีเครื่องรับสัญญาณภาพรายละเอียดสูง
แบบสัญญาณภาพ HD 720p ขึ้นไปจนถึง1080p ได้
ซึ่งติดตั้งมากับจอภาพเรียบร้อยแล้ว
(มี Tuner แบบ HD ติดตั้งมาด้วย)
สำหรับสัญญาณภาพปกติที่เรารับชมอยู่ในทุกวันนี้
จะเป็นสัญญาณภาพแบบธรรมดา คือ SDTV
(Standard Definition Television)
ซึ่งจะมีรายละเอียดสัญญาณภาพไม่สูงนัก
เช่น 480i, 480p หรือ 576i, 576p
แล้วแต่ระบบสีของภาพครับ
ขอบคุณที่มา http://www.soundkrub.com/
วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
Crossover network เบื้องต้น
อันแรกเลย ทางที่เราพูดๆกันน่ะ มันคือ อะไรครับ
มันหมายถึง ตัวดอกลำโพงที่เรานำมาใช้ ในระบบเสียง ของเรา เพื่อจะตอบสนองความถี่ ทั้งย่าน 20 - 20,000 Hz ครับ คือ เป็น ทางออก ของเสียงนั่นเองครับ
ทีนี้ ความถี่ 20 Hz หมายถึง เราต้อง สั่นลำโพง 20 ครั้ง ต่อวินาที
ความถี่ 20,000 Hz หมายถึงเราต้องสั่น ลำโพง 20,000 ครั้งต่อวินาที เราจึงจะสามารถ ผลิต สร้างเสียงให้ดังผ่านลำโพงออกมาได้ ยิ่งต้องการความดังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่ง จะต้องให้การขยับสั่นของลำโพง ในแต่ละครั้ง นั้นมีความ รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ลองนึกตามดูนะครับ
แค่ความต่าง 20 - 20,000 นี่ก็ต่างกันมากอยู่แล้ว
ความยาวคลื่น 20 Hz อยู่ที่ประมาณ 17 เมตร
ความยาวคลื่น 20,000 Hz อยู่ที่ประมาณ 1.7 เซ็นติเมตร
เราจะเห็นได้ว่า แตกต่างกันมากทีเดียว
ทีนี้ โดยทั่วไป หากเราฟังไม่ดังนัก และ ครอบคลุมย่านความถี่ไม่กว้างมากนัก เช่น ฟังเพลงคนเดียว เพลินๆ ครอบคลุมย่านความถี่ สัก 100 Hz - 8 KHz ก็พอแล้ว นำเสียงพอฟังได้ อย่างนี้เราจะเห็น วิทยุ transister ทั่วไป ที่มีลำโพง woofer เล็กๆดอกเดียว ก้สามารถตอบสนอง ความต้องการได้แล้ว อย่างนี้เราเรียกว่า ไอ้เจ้าลำโพงในวิทยุนี่เป็นแบบ ทางเดียว (ก็ตัวเดียวนี่แหละ ที่เป็น ทางออก ของเสียง ทั้งย่านไงครับ) หากเราเพิ่มลำโพงเข้าไปอีกสักดอกนึงเล็กๆ แล้วสร้างวงจรแบ่งความถี่ ระหว่าง เสียงต่ำ กับ เสียงสูง โดยให้เสียงต่ำ ไปออก ที่ลำโพง Woofer ตัวเก่า เสียงแหลม ไปออกที่ลำโพงตัวใหม่ที่เราเพิ่มขึ้นมา อย่างนี้ เราเรียกว่า ลำโพงสองทาง ครับ ( มีลำโพงสองตัว ช่วยกันทำงาน ในแต่ละย่านความถี่ แตกต่างกัน)
คงพอเข้าใจนะคับ ทีนี้จะเปิดดังๆ ฟังกันทั้งบ้า แถมอยากได้คุณภาพสะใจ วัยรุ่น เสีย เบส ต้องกระแทก เสียงแหลมละเอียดคมชัด มันก็เลยต้อง ร่วมด้วยช่วยกันครับ เสียงต่ำ เคลื่อนไหวช้า กินพลังงานมาก ก็หากลำโพงใหญ่ๆ มารับหน้าที่ผลิตเสียงต่ำ เสียงแหลม กินพลังงานน้อย แต่ต้องสั่นเร็วมากๆๆๆ ก็หาวัสดุเบาๆมาผลิตเป็นลำโพงละกัน มันจะได้พริ้วดี
(Key คือ อยากได้ ความดัง และคุณภาพ )
มนุษย์เรามีความต้องการไม่สิ้นสุด มันก็เลย บานปลาย จากทางเดียว เป็น สองทาง single amp เป็น สองทาง bi amp เป้นสามทาง single amp สามทาง bi amp สามทาง tri amp และกลายเป็น สี่ทาง ห้าทาง ไปเรื่อยไงครับ
หลายทาง ให้ คุณภาพเสียงดี กว่า ทางเดียว ครับ
เอาละตอบคำถาม ดีกว่า
อันดับแรก ดูความต้องการของเราก่อนว่าอยากได้อะไร คุณภาพ แบบไหน ความดังเท่าไร
อันดับสอง หลายทาง ลำโพงที่ใช้ มีน้ำเสียงที่เหมาะสม ระหว่างลำโพง ที่จะมาร่วม ผลิตเสียง เข้ากันได้หรือไม่
อันดับสาม crossover ที่จะใช้ กับ power amp จะเป็น ระบบไหน (มีผลต่อสตางค์มาก)
อันดับสี่ หาความรู้เยอะๆ เรื่อง crossover และ เรื่อง phase การกำนดจุดตัดแบ่งความถี่เป็นเรื่อง ซับซ้อนพอสมควรครับ
แล้วจุดตัดมันขึ้นอยู่กับอะไรบ้างครับ
จุดตัด crossover นั้น ต้องดู ค่าการตอบสนองความถี่ ของดอกลำโพงแต่ละดอก เป็นหลักเลยครับ
ลำโพง MID-HI 50Hz-20KHz ลำโพง LOW 30Hz-350Hz ควรตั้งจุดตัดไว้ที่เท่าไหร่ครับ สอบถามเพื่อเป็นแนวทางครับ
มันต้องแล้วแต่เราอะครับ ว่า ใช้ตู้แบบไหน อยากได้แนวเสียงแบบไหน มันตอบยาก อยากตอบให้นะครับ แต่มันกว้างมากจริงๆครับ
ลำโพง MID-HI 50Hz-20KHz ลำโพง LOW 30Hz-350Hz ถ้าคู่นี้ ต้องดู graph frequency responds ประกอบครับ ตัว mid high มันลงได้ลึกเหลือเกิน จนน่าทำเป็น full range มากว่ามังครับ จะได้ ไม่มี phase shift ระหว่างจุดตัดด้วยครับ ความคิดผมนะครับ ที่เราต้องดู graph เผื่อว่าจะ overlap กันอาจดีกว่า แยกขาดเลยก็ได้ครับ
ถ้าเป็นลำโพง สองทาง ผมชอบ 15" กับ Horn ครับ
ขอบคุณที่มา ADDY http://www.soundkrub.com/
มันหมายถึง ตัวดอกลำโพงที่เรานำมาใช้ ในระบบเสียง ของเรา เพื่อจะตอบสนองความถี่ ทั้งย่าน 20 - 20,000 Hz ครับ คือ เป็น ทางออก ของเสียงนั่นเองครับ
ทีนี้ ความถี่ 20 Hz หมายถึง เราต้อง สั่นลำโพง 20 ครั้ง ต่อวินาที
ความถี่ 20,000 Hz หมายถึงเราต้องสั่น ลำโพง 20,000 ครั้งต่อวินาที เราจึงจะสามารถ ผลิต สร้างเสียงให้ดังผ่านลำโพงออกมาได้ ยิ่งต้องการความดังมากเท่าไหร่ ก็ยิ่ง จะต้องให้การขยับสั่นของลำโพง ในแต่ละครั้ง นั้นมีความ รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น ลองนึกตามดูนะครับ
แค่ความต่าง 20 - 20,000 นี่ก็ต่างกันมากอยู่แล้ว
ความยาวคลื่น 20 Hz อยู่ที่ประมาณ 17 เมตร
ความยาวคลื่น 20,000 Hz อยู่ที่ประมาณ 1.7 เซ็นติเมตร
เราจะเห็นได้ว่า แตกต่างกันมากทีเดียว
ทีนี้ โดยทั่วไป หากเราฟังไม่ดังนัก และ ครอบคลุมย่านความถี่ไม่กว้างมากนัก เช่น ฟังเพลงคนเดียว เพลินๆ ครอบคลุมย่านความถี่ สัก 100 Hz - 8 KHz ก็พอแล้ว นำเสียงพอฟังได้ อย่างนี้เราจะเห็น วิทยุ transister ทั่วไป ที่มีลำโพง woofer เล็กๆดอกเดียว ก้สามารถตอบสนอง ความต้องการได้แล้ว อย่างนี้เราเรียกว่า ไอ้เจ้าลำโพงในวิทยุนี่เป็นแบบ ทางเดียว (ก็ตัวเดียวนี่แหละ ที่เป็น ทางออก ของเสียง ทั้งย่านไงครับ) หากเราเพิ่มลำโพงเข้าไปอีกสักดอกนึงเล็กๆ แล้วสร้างวงจรแบ่งความถี่ ระหว่าง เสียงต่ำ กับ เสียงสูง โดยให้เสียงต่ำ ไปออก ที่ลำโพง Woofer ตัวเก่า เสียงแหลม ไปออกที่ลำโพงตัวใหม่ที่เราเพิ่มขึ้นมา อย่างนี้ เราเรียกว่า ลำโพงสองทาง ครับ ( มีลำโพงสองตัว ช่วยกันทำงาน ในแต่ละย่านความถี่ แตกต่างกัน)
คงพอเข้าใจนะคับ ทีนี้จะเปิดดังๆ ฟังกันทั้งบ้า แถมอยากได้คุณภาพสะใจ วัยรุ่น เสีย เบส ต้องกระแทก เสียงแหลมละเอียดคมชัด มันก็เลยต้อง ร่วมด้วยช่วยกันครับ เสียงต่ำ เคลื่อนไหวช้า กินพลังงานมาก ก็หากลำโพงใหญ่ๆ มารับหน้าที่ผลิตเสียงต่ำ เสียงแหลม กินพลังงานน้อย แต่ต้องสั่นเร็วมากๆๆๆ ก็หาวัสดุเบาๆมาผลิตเป็นลำโพงละกัน มันจะได้พริ้วดี
(Key คือ อยากได้ ความดัง และคุณภาพ )
มนุษย์เรามีความต้องการไม่สิ้นสุด มันก็เลย บานปลาย จากทางเดียว เป็น สองทาง single amp เป็น สองทาง bi amp เป้นสามทาง single amp สามทาง bi amp สามทาง tri amp และกลายเป็น สี่ทาง ห้าทาง ไปเรื่อยไงครับ
หลายทาง ให้ คุณภาพเสียงดี กว่า ทางเดียว ครับ
เอาละตอบคำถาม ดีกว่า
อันดับแรก ดูความต้องการของเราก่อนว่าอยากได้อะไร คุณภาพ แบบไหน ความดังเท่าไร
อันดับสอง หลายทาง ลำโพงที่ใช้ มีน้ำเสียงที่เหมาะสม ระหว่างลำโพง ที่จะมาร่วม ผลิตเสียง เข้ากันได้หรือไม่
อันดับสาม crossover ที่จะใช้ กับ power amp จะเป็น ระบบไหน (มีผลต่อสตางค์มาก)
อันดับสี่ หาความรู้เยอะๆ เรื่อง crossover และ เรื่อง phase การกำนดจุดตัดแบ่งความถี่เป็นเรื่อง ซับซ้อนพอสมควรครับ
แล้วจุดตัดมันขึ้นอยู่กับอะไรบ้างครับ
จุดตัด crossover นั้น ต้องดู ค่าการตอบสนองความถี่ ของดอกลำโพงแต่ละดอก เป็นหลักเลยครับ
ลำโพง MID-HI 50Hz-20KHz ลำโพง LOW 30Hz-350Hz ควรตั้งจุดตัดไว้ที่เท่าไหร่ครับ สอบถามเพื่อเป็นแนวทางครับ
มันต้องแล้วแต่เราอะครับ ว่า ใช้ตู้แบบไหน อยากได้แนวเสียงแบบไหน มันตอบยาก อยากตอบให้นะครับ แต่มันกว้างมากจริงๆครับ
ลำโพง MID-HI 50Hz-20KHz ลำโพง LOW 30Hz-350Hz ถ้าคู่นี้ ต้องดู graph frequency responds ประกอบครับ ตัว mid high มันลงได้ลึกเหลือเกิน จนน่าทำเป็น full range มากว่ามังครับ จะได้ ไม่มี phase shift ระหว่างจุดตัดด้วยครับ ความคิดผมนะครับ ที่เราต้องดู graph เผื่อว่าจะ overlap กันอาจดีกว่า แยกขาดเลยก็ได้ครับ
ถ้าเป็นลำโพง สองทาง ผมชอบ 15" กับ Horn ครับ
ขอบคุณที่มา ADDY http://www.soundkrub.com/
inverse square law
สำหรับ inverse square law นะครับ เราเริ่มต้นที่ข้อสมมุติสองอย่างคือ
1.เสียงมีต้นกำเหนิดเป็นจุด และกระจายเสียงเป็นแบบ omni
2.ไม่มีการรสะท้อนของเสียงเกิดขึ้นเลย Free field
กฎ inverse square law ว่าเอาไว้ว่า "สำหรับระยะทางที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว ระดับความเข้มของเสียงจะลดลง"6dB”
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหน้าลำโพง 5 เมตรเราวัดความดังได้ 100dB หากเราถอยออกไปเป็น 10 เมตร ความดังจะลดลงเหลือ 100-6 = 94dB ครับ ถ้าไปอีกเท่าตัวก็คือ 20 เมตร ความดังก็จะลดเหลือ 94-6=88 dB เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ
ทีนี้แถมครับ ถ้าเราจะคำนวณความดังที่เกิดขึ้นแบบที่มันเป็นเลขที่ไม่ลงตัว
ให้เราใช้สูตรสำหรับคำนวณdB สำหรับระดับความดังของเสียงครับ
คือ dB(spl loss) = 20 log(p1/p0)
เอาจากตัวอย่างเดิม ถ้าหน้าลำโพง 5 เมตรดัง 100 dB อยากจะรู้ว่าที่ 30 เมตรจะเหลือความดังอยู่เท่าไร
เอามาใส่ในสูตร หาค่า spl loss
20 log(30/5) = 20 log(6)
= 20 X 0.778
= 15.5 dB
เอามาลบกับค่าความดังดั้งเดิม 100-15.5 = 84.5 dB
สรุปว่าที่ระยะ 30 เมตรจะเหลือความดังอยู่ 84.5 dB ครับ

ขอบคุณที่มา http://www.soundkrub.com/
1.เสียงมีต้นกำเหนิดเป็นจุด และกระจายเสียงเป็นแบบ omni
2.ไม่มีการรสะท้อนของเสียงเกิดขึ้นเลย Free field
กฎ inverse square law ว่าเอาไว้ว่า "สำหรับระยะทางที่เพิ่มขึ้นเท่าตัว ระดับความเข้มของเสียงจะลดลง"6dB”
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหน้าลำโพง 5 เมตรเราวัดความดังได้ 100dB หากเราถอยออกไปเป็น 10 เมตร ความดังจะลดลงเหลือ 100-6 = 94dB ครับ ถ้าไปอีกเท่าตัวก็คือ 20 เมตร ความดังก็จะลดเหลือ 94-6=88 dB เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ครับ
ทีนี้แถมครับ ถ้าเราจะคำนวณความดังที่เกิดขึ้นแบบที่มันเป็นเลขที่ไม่ลงตัว
ให้เราใช้สูตรสำหรับคำนวณdB สำหรับระดับความดังของเสียงครับ
คือ dB(spl loss) = 20 log(p1/p0)
เอาจากตัวอย่างเดิม ถ้าหน้าลำโพง 5 เมตรดัง 100 dB อยากจะรู้ว่าที่ 30 เมตรจะเหลือความดังอยู่เท่าไร
เอามาใส่ในสูตร หาค่า spl loss
20 log(30/5) = 20 log(6)
= 20 X 0.778
= 15.5 dB
เอามาลบกับค่าความดังดั้งเดิม 100-15.5 = 84.5 dB
สรุปว่าที่ระยะ 30 เมตรจะเหลือความดังอยู่ 84.5 dB ครับ

ขอบคุณที่มา http://www.soundkrub.com/
เครื่องคำนวณค่าความดังตามระยะทาง
เครื่องคำนวณค่าความดังตามระยะทาง
สมมุติค่าความดังสูงสุดของลำโพงที่ระยะ 1 เมตร ให้เป็น 140 dB
ค่าความดังของลำโพงจะเหลือเท่าไรที่ระยะ 16 เมตร?!?!
ใช้สูตรคำนวณ ดังนี้
SPL at xMetre = (Max.SPL @ 1M) - (20Log (Distance from unit)) db SPL
แทนค่าสมมุติข้างต้น ลงในสูตร จะได้เป็น
SPL at 16Metre = (140 - (20Log (16))) db SPL
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ : 116dB
ลิงค์เวปไซต์ เครื่องคำนวณค่าความดังตามระยะทาง
http://www.fuzion.co.th/support/uasc_exc.php
ขอบคุณที่มา http://www.fuzion.co.th/
สมมุติค่าความดังสูงสุดของลำโพงที่ระยะ 1 เมตร ให้เป็น 140 dB
ค่าความดังของลำโพงจะเหลือเท่าไรที่ระยะ 16 เมตร?!?!
ใช้สูตรคำนวณ ดังนี้
SPL at xMetre = (Max.SPL @ 1M) - (20Log (Distance from unit)) db SPL
แทนค่าสมมุติข้างต้น ลงในสูตร จะได้เป็น
SPL at 16Metre = (140 - (20Log (16))) db SPL
ผลลัพธ์ที่ได้ คือ : 116dB
ลิงค์เวปไซต์ เครื่องคำนวณค่าความดังตามระยะทาง
http://www.fuzion.co.th/support/uasc_exc.php
ขอบคุณที่มา http://www.fuzion.co.th/
เครื่องคำนวณค่าความดังสูงสุดของลำโพงที่ระยะ 1 เมตร (SPL)
จะทราบได้อย่างไรว่าลำโพงนั้นมีค่าความดังสูงสุดเท่าไร?!?!
ค่าที่มีความจำเป็นในการคำนวน ค่าความดังสูงสุดที่ระยะ 1 เมตร คือ
- ค่าความดังของลำโพงที่กำลัง 1 Watt ระยะ 1 เมตร (dBSPL)
- ค่ากำลังขับสูงสุดของลำโพงที่รองรับได้ (Power Rating : Watts)
สมมุติ ให้ A คือ ค่าความดังของลำโพงที่ 1 Watt ระยะ 1 เมตร
(ในที่นี้สมมุติค่าให้เป็น 90dBSPL)
และสมมุติ ให้ B คือ ค่ากำลังขับของลำโพงสูงสุด มีหน่วยเป็น Watt
(ในที่นี้สมมุติค่าให้เป็น 100Watts)
สูตรการคำนวณหา ค่าความดังสูงสุดที่ระยะ 1 เมตร (Max SPL) คือ
SPL = (10*(log LSMax input power)) + LS 1W/1m rating
หรือ
SPL = (10*(log B)) + A
ถ้าหากแทนค่าจากค่าสมมุติข้างต้นในสูตร จะได้เป็น
(10*(log 100)) + 90 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ คือ 110dB SPL
ลิงค์เวปไซต์เครื่องคำนวณ http://www.fuzion.co.th/support/ldc_exc.php
ขอบคุณที่มา http://www.fuzion.co.th/
ค่าที่มีความจำเป็นในการคำนวน ค่าความดังสูงสุดที่ระยะ 1 เมตร คือ
- ค่าความดังของลำโพงที่กำลัง 1 Watt ระยะ 1 เมตร (dBSPL)
- ค่ากำลังขับสูงสุดของลำโพงที่รองรับได้ (Power Rating : Watts)
สมมุติ ให้ A คือ ค่าความดังของลำโพงที่ 1 Watt ระยะ 1 เมตร
(ในที่นี้สมมุติค่าให้เป็น 90dBSPL)
และสมมุติ ให้ B คือ ค่ากำลังขับของลำโพงสูงสุด มีหน่วยเป็น Watt
(ในที่นี้สมมุติค่าให้เป็น 100Watts)
สูตรการคำนวณหา ค่าความดังสูงสุดที่ระยะ 1 เมตร (Max SPL) คือ
SPL = (10*(log LSMax input power)) + LS 1W/1m rating
หรือ
SPL = (10*(log B)) + A
ถ้าหากแทนค่าจากค่าสมมุติข้างต้นในสูตร จะได้เป็น
(10*(log 100)) + 90 ซึ่งจะได้ผลลัพธ์ คือ 110dB SPL
ลิงค์เวปไซต์เครื่องคำนวณ http://www.fuzion.co.th/support/ldc_exc.php
ขอบคุณที่มา http://www.fuzion.co.th/
วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
Speaker Sensitivity คาความไว
คือการวัดความไวของลําโพง โดย การสงซายเวฟ
เขาไปที่ลําโพง ขนาด หนึ่งวัตต และวัดความดัง
โดยเอาไมควัดความดังหางจากลําโพงออกมา
หนึ่งเมตร แลวไดความดังออกมาเปนดีบีคาตัวเลข
ยิ่งมาแสดงวาลําโพงมีความไวสูง ลําโพงที่มี
ความไวสูงจะไดเปรียบนิดหนอยเมื่อใชกับแอมปวัตต
ต่ำเทียบกับลําโพงที่มีความไวต่ำกวาเทียบ
กันวัตตตอวัตตแตทั้งนี้ทั้งนั้น ลําโพงความไวสูงไมได
แปลวาเสียงดังกวาในที่สุดเพราะตองดูคาMAX SPL
หรือ Maximum Sound Pressure Level
วาตัวไหนมีคามากกวาดวย ซึ่งเปนตัวบงบอกวา
ลําโพงตัวนั้นสามารถเปดไดดังที่สุดเทาไหรครับ
ระยะหาง 1 M (เมตร) นี่ตองวัดจากระยะที่ดอก
ลําโพงกระแทกอากาศออกมาเปนเสียงแรกจนไปถึง
ไมคครับวัตตเทาไรถึงจะพอ (How Many Watts are Enough?) .
นับตั้งแต Micheal Faraday คนพบกระแสไฟฟา
Edison คนพบหลอfไฟและเครื่อง Grammophone
สวน Marconi คนพบการสงคลื่นวิทยุ โลกของ
ไฮไฟก็อุบัติขึ้นหลังจากการถือกําเนิดของหลอดสูญญากาศ
อันที่จริงในยุคเริ่มตนของหลอดสูญญากาศ
หลอดสวนใหญถูกใชอยูในเครื่องรับสงวิทยุ สวนการผลิตออก
มาในรูปของเครื่อเสียงนั้นเกิดขึ้นยุคถัดมา
เครื่องขยายหลอดในยุคแรกๆมีกําลัง
วัตตต่ำมากเปน มิลลิวัตต แมในโรงภาพยนตร
เองก็ใชเครื่องขยายขนาดประมาณ 10 วัตตเทานั้น
หลอดที่ใชก็จะเปนพวก 300B เสีย สวนใหญ
เมื่อเครื่องขยายมีกําลังต่ำมากในยุคเริ่มตนของไฮไฟ
ก็ยอมตองเปนหนาที่ของลําโพงที่
ตองชดเชยจุดออนนี้ โดยการสรางลําโพงที่
สามารถใหเสียงไดดังมากๆที่วัตตนอยๆ
หรือเปนลําโพงแบบ High Efficiency Loudspeaker
นั่นเอง การออกแบบลําโพงใหมี
ความไวสูงมากๆจึงเปนเรื่องที่จําเปน
ลําโพงสวนใหญในยุคนั้นลวนมีความไวเกิน 100 dB
แทบทั้งสิ้น ลําโพงแบบประสิทธิภาพสูงก็มี
ขอดีขอดอยของตนเอง ขอดีคือ ความไวของลําโพง
สวนขอดอยคือการตอบสนองความถี่เสียง
ที่ไมราบเรียบโดยเฉพาะเสียงทุม การออกแบบให
ลําโพงมีความไวสูง ตองออกแบบใหมวล
ที่เคลื่อนที่ต่ำที่สุดหรือเบาเพื่อไมใหเสียกําลังขับ
เคลื่อนมากนัก การขับเสียงความถี่สูงไมเปนปญหา
แตกับความถี่ต่ำแลวมักจะเปนจุดออนของลําโพง
ประเภทนี้ลองคํานวณดูคราวๆจาก สูตร
ลําโพงความไว 86 dB ลําโพงความไว 103 dB
1W 86 dB 1W 103 dB
2W 89 dB 2W 106 dB
4W 92 dB 4W 109 dB
8W 95 dB 8W 112 dB
16W 98 dB 16W 115 dB
32W 101 dB
64W 104 dB
100W 106 dB
จากตารางการเปรียบเทียบขางบน เราจะพบ
วาทั้งสองชุดใหเสียงไดดังที่สุดเทาๆกัน
คือ 106 dB ซึ่งอาจเปนเรื่องที่นาแปลกใจที่
แอมปขนาด 100 W ใหเสียงไดดังเทากับ
แอมปหลอด 2 W แตนี่คือความจริงที่
ไมอาจปฏิเสธได เราจะพบวาสิ่งที่ตัดสินความดัง
ไมไดขึ้นกับแอมปแตขึ้นกับลําโพงตางหาก
ลําโพงที่มีความไวสูงยอมใหเสียง
ไดดังกวาลําโพงความไวต่ำและไมกินวัตต
เครื่องขยายเสียงก็สามารถทํางานไดแบบ
สบายๆโดยไมตองรับภาระมากนัก เรื่องยังไม
จบงายๆครับ เพราะยังพูดถึงคุณ
สมบัติของลําโพงไมครบ ในโลกของความเปน
จริงจากตัวอยาง เดิม ถาลําโพง
ความไว 86 dB ทนกําลังขับสูงสุดได 100 W
สวนลําโพงความไวสูงทนได 16 W แลวจะเปน
อยางไร จากตารางการเปรียบเทียบระหวาง
กําลังขับและระดับความดังของเสียงดานบนอีก
เชนเคย พบวาลําโพงความไว 86 dB ใหความดัง
สูงสุดที่ 106 dB ที่อัตราการทนกําลังสูงสุดที่รับได
สวนลําโพง ความไว103 dB ใหความดังสูงสุดที่ 115 dB ที่
อัตราการทนกําลังสูงสุด เราจะพบวาลําโพงความ
ไวสูงแตทนกําลังไดต่ำเพียง 16 W กลับใหเสียงที่ดัง
กวาลําโพงที่ทนกําลังไดถึง 100 W ดังนั้นการเลือกกําลัง
แอมป์และลําโพงที่เหมาะสมจึงเปนสวนสําคัญของการเลน เครื่องเสียง
การเลือกแอมปใหเหมาะกับลําโพงหรือเลือกลําโพงใหเหมาะ
กับแอมปมีผลอยางมาก ตอคุณภาพเสียง
ตัวแปรที่มักถูกมอง ขามคือคาความไวของ
ลําโพงที่เปนตัวกําหนดทิศทางของชุด
เครื่องเสียงโดยรวม มากกวากําลังของ
แอมปที่ใช บทความคงเปนประโยชนในแง
ทิศทางการเลนเครื่องเสียง การเลือกกําลัง
ขับของแอมปที่เหมาะสม ตลอดจนการเลือกคา
ความไวของลําโพงที่เหมาะกับ System ในภาพรวม
เขาไปที่ลําโพง ขนาด หนึ่งวัตต และวัดความดัง
โดยเอาไมควัดความดังหางจากลําโพงออกมา
หนึ่งเมตร แลวไดความดังออกมาเปนดีบีคาตัวเลข
ยิ่งมาแสดงวาลําโพงมีความไวสูง ลําโพงที่มี
ความไวสูงจะไดเปรียบนิดหนอยเมื่อใชกับแอมปวัตต
ต่ำเทียบกับลําโพงที่มีความไวต่ำกวาเทียบ
กันวัตตตอวัตตแตทั้งนี้ทั้งนั้น ลําโพงความไวสูงไมได
แปลวาเสียงดังกวาในที่สุดเพราะตองดูคาMAX SPL
หรือ Maximum Sound Pressure Level
วาตัวไหนมีคามากกวาดวย ซึ่งเปนตัวบงบอกวา
ลําโพงตัวนั้นสามารถเปดไดดังที่สุดเทาไหรครับ
ระยะหาง 1 M (เมตร) นี่ตองวัดจากระยะที่ดอก
ลําโพงกระแทกอากาศออกมาเปนเสียงแรกจนไปถึง
ไมคครับวัตตเทาไรถึงจะพอ (How Many Watts are Enough?) .
นับตั้งแต Micheal Faraday คนพบกระแสไฟฟา
Edison คนพบหลอfไฟและเครื่อง Grammophone
สวน Marconi คนพบการสงคลื่นวิทยุ โลกของ
ไฮไฟก็อุบัติขึ้นหลังจากการถือกําเนิดของหลอดสูญญากาศ
อันที่จริงในยุคเริ่มตนของหลอดสูญญากาศ
หลอดสวนใหญถูกใชอยูในเครื่องรับสงวิทยุ สวนการผลิตออก
มาในรูปของเครื่อเสียงนั้นเกิดขึ้นยุคถัดมา
เครื่องขยายหลอดในยุคแรกๆมีกําลัง
วัตตต่ำมากเปน มิลลิวัตต แมในโรงภาพยนตร
เองก็ใชเครื่องขยายขนาดประมาณ 10 วัตตเทานั้น
หลอดที่ใชก็จะเปนพวก 300B เสีย สวนใหญ
เมื่อเครื่องขยายมีกําลังต่ำมากในยุคเริ่มตนของไฮไฟ
ก็ยอมตองเปนหนาที่ของลําโพงที่
ตองชดเชยจุดออนนี้ โดยการสรางลําโพงที่
สามารถใหเสียงไดดังมากๆที่วัตตนอยๆ
หรือเปนลําโพงแบบ High Efficiency Loudspeaker
นั่นเอง การออกแบบลําโพงใหมี
ความไวสูงมากๆจึงเปนเรื่องที่จําเปน
ลําโพงสวนใหญในยุคนั้นลวนมีความไวเกิน 100 dB
แทบทั้งสิ้น ลําโพงแบบประสิทธิภาพสูงก็มี
ขอดีขอดอยของตนเอง ขอดีคือ ความไวของลําโพง
สวนขอดอยคือการตอบสนองความถี่เสียง
ที่ไมราบเรียบโดยเฉพาะเสียงทุม การออกแบบให
ลําโพงมีความไวสูง ตองออกแบบใหมวล
ที่เคลื่อนที่ต่ำที่สุดหรือเบาเพื่อไมใหเสียกําลังขับ
เคลื่อนมากนัก การขับเสียงความถี่สูงไมเปนปญหา
แตกับความถี่ต่ำแลวมักจะเปนจุดออนของลําโพง
ประเภทนี้ลองคํานวณดูคราวๆจาก สูตร
ลําโพงความไว 86 dB ลําโพงความไว 103 dB
1W 86 dB 1W 103 dB
2W 89 dB 2W 106 dB
4W 92 dB 4W 109 dB
8W 95 dB 8W 112 dB
16W 98 dB 16W 115 dB
32W 101 dB
64W 104 dB
100W 106 dB
จากตารางการเปรียบเทียบขางบน เราจะพบ
วาทั้งสองชุดใหเสียงไดดังที่สุดเทาๆกัน
คือ 106 dB ซึ่งอาจเปนเรื่องที่นาแปลกใจที่
แอมปขนาด 100 W ใหเสียงไดดังเทากับ
แอมปหลอด 2 W แตนี่คือความจริงที่
ไมอาจปฏิเสธได เราจะพบวาสิ่งที่ตัดสินความดัง
ไมไดขึ้นกับแอมปแตขึ้นกับลําโพงตางหาก
ลําโพงที่มีความไวสูงยอมใหเสียง
ไดดังกวาลําโพงความไวต่ำและไมกินวัตต
เครื่องขยายเสียงก็สามารถทํางานไดแบบ
สบายๆโดยไมตองรับภาระมากนัก เรื่องยังไม
จบงายๆครับ เพราะยังพูดถึงคุณ
สมบัติของลําโพงไมครบ ในโลกของความเปน
จริงจากตัวอยาง เดิม ถาลําโพง
ความไว 86 dB ทนกําลังขับสูงสุดได 100 W
สวนลําโพงความไวสูงทนได 16 W แลวจะเปน
อยางไร จากตารางการเปรียบเทียบระหวาง
กําลังขับและระดับความดังของเสียงดานบนอีก
เชนเคย พบวาลําโพงความไว 86 dB ใหความดัง
สูงสุดที่ 106 dB ที่อัตราการทนกําลังสูงสุดที่รับได
สวนลําโพง ความไว103 dB ใหความดังสูงสุดที่ 115 dB ที่
อัตราการทนกําลังสูงสุด เราจะพบวาลําโพงความ
ไวสูงแตทนกําลังไดต่ำเพียง 16 W กลับใหเสียงที่ดัง
กวาลําโพงที่ทนกําลังไดถึง 100 W ดังนั้นการเลือกกําลัง
แอมป์และลําโพงที่เหมาะสมจึงเปนสวนสําคัญของการเลน เครื่องเสียง
การเลือกแอมปใหเหมาะกับลําโพงหรือเลือกลําโพงใหเหมาะ
กับแอมปมีผลอยางมาก ตอคุณภาพเสียง
ตัวแปรที่มักถูกมอง ขามคือคาความไวของ
ลําโพงที่เปนตัวกําหนดทิศทางของชุด
เครื่องเสียงโดยรวม มากกวากําลังของ
แอมปที่ใช บทความคงเปนประโยชนในแง
ทิศทางการเลนเครื่องเสียง การเลือกกําลัง
ขับของแอมปที่เหมาะสม ตลอดจนการเลือกคา
ความไวของลําโพงที่เหมาะกับ System ในภาพรวม
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเสียง
เสียงเป็นคลื่น (Wave) ชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการสั่นสะเทือนในอากาศและวัตถุอื่นๆ การสั่นสะเทือนนี้ทำให้โมเลกุลของตัวกลางเกิดการสั่นไปด้วย อันเป็นผลให้เสียงแผ่ไปในตัวกลางนั้น ทิศทางการสั่นของโมเลกุลของตัวกลางจะขนานกับทิศทางของการแผ่ของเสียง อันเป็นสมบัติของคลื่นตามยาว (Longitudinal Wave) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยตัวกลางในการแผ่ เมื่อมีการถ่ายทอดคลื่นตัวกลางนี้จะต้องมีการยืดหยุ่น (Elasticity) ของโมเลกุลวัตถุ ซึ่งตัวกลาง (Medium) ที่กล่าวถึงนี้จะเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซก็ได้ เพราะในสุญญากาศเสียงจะผ่านไม่ได้เลย คลื่นเสียงจัดเป็นเชิงคลื่นกล (Mechanical Wave) ชนิดหนึ่ง
รูป ส่วนสำคัญของคลื่นเสียง แสดงการส่งคลื่น เกิดการอัดและขยายตัว
ที่มา: M.David Egan, Architectural Acoustics, (McGraw-Hill, Inc., 1988:3)
การเกิดคลื่นเสียงในอากาศ อันเกิดจากการสั่นของต้นกำเนิดเสียงนั้น ทำให้โมเลกุลในอากาศเกิดการเคลื่อนที่ เรียกว่า Wave Motion หรือการเคลื่อนไหวของคลื่นใน 2 ลักษณะ คือ ในลักษณะที่เป็นช่วงอัด หรืออากาศมีการกดตัว (Compression) และลักษณะที่ 2 คือ ช่วง ขยาย (Rarefaction) ลักษณะทั้งสองนี้เกิดเป็นคลื่นแผ่ออกไปรอบ คล้ายกับการโยนหินลงไปในบ่อน้ำจะเห็นคลื่นของน้ำแผ่ออกไปรอบด้าน ลักษณะที่กล่าวนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เราเรียกว่า แอมพลิจูด (Amplitude)
รูป ส่วนสำคัญของคลื่นเสียง แสดงการส่งคลื่น เกิดการอัดและขยายตัว
ที่มา: M.David Egan, Architectural Acoustics, (McGraw-Hill, Inc., 1988:3)
ในรูป แสดงการส่งคลื่นนั้นเกิดติดต่อกันไปเหมือนคลื่นของน้ำ เมื่อโยนหินลงไป ทำให้เกิดการอัด (Compressions) และการขยาย (Rarefaction) ช่วงของคลื่นข้นลงเราเรียกว่า แอมพลิจูด (Amplitude) แอมพลิจูด หมายถึงระยะการกระชับ (Displacement) ที่มีค่ามากที่สุดจากแนวสมดุลไปยังสันคลื่นหรือท้องคลื่น อธิบายง่ายๆ คือ แอมพลิจูดเป็นตัวแสดงกับพลังงานของคลื่นนั่นเอง ถ้าแอมพลิจูดพุ่งขึ้นสูง แสดงว่าพลังงานของคลื่นมีค่ามาก แต่ถ้าแอมพลิจูดต่ำพลังงานของคลื่นจะมีค่าน้อย สรุปได้ว่า แอมพลิจูดของคลื่นเสียงแสดงถึงความดัง ค่อย ของเสียง ส่วนความยาวของคลื่น (Wavelength) นั้น คือระยะทางที่เสียงเดินทางไปได้ในช่วงเวลาที่ตัวกลางครบ 1 รอบ โดยทั่วไปใช้สัญลักษณ์ λ (Lamda) แทนความยาวคลื่น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)